5วิธีคิดหาความสุขเมื่ อถูกนินทา

1. เป็นธร รมด าของโลก

ให้คิดว่านี่เป็นธร รมดาของโลก ไม่เคยมีใครสักคนบนโลกนี้ที่รอ ดพ้นจากคำนินท า เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าของเรา

ขนาดท่านเป็นผู้ที่ประเสริ ฐบริสุ ทธิ์สูงสุด แต่ท่านก็ยังไม่พ้นถูกคนพา ลกล่าวโจ มตีว่าร้ ายจนได้

แล้วนับประสาอะไรกับเราที่เป็นแค่คนธร รมดาสามัญที่ยังมีทั้งดีและชั่ วจะรอ ดพ้นปา กคนนินท าไปได้

คิดอย่างนี้แล้วจะได้สบ ายใจว่า การถูกนินท านี่เป็นแค่เรื่อ งธรร มดา เกิดขึ้นมาพร้อมกับโลก (โลกธรรม)และยังคงมีอยู่ต่อไปตรา บชั่ วฟ้ าดินสล าย

2. ให้มีจิตใจมั่นคงดุจภูผ า

ถ้าเรามีความบริสุ ทธิ์ใจ ทำการงานด้วยความตั้งใจปรารถนาดี แต่แล้วก็ยังไม่พ้ นถูกคนนินท า กล่าวร้ายว่าอย่างนั้นอย่างนี้

ก็ขอให้เรามีความมั่นใจในความดีของเรา อุปมาภูผ าหินแท่งตันไม่หวั่นไหวในลมพ ายุฉันใด บั ณฑิ ตผู้มีจิ ตใจหนักแน่นในความดี ย่อมไม่หวั่นไหวในคำสร รเส ริญและคำนินทาแม้ฉั นนั้น

3. ให้มีจิตเมตตาสงส ารผู้นินท า

ให้คิดด้วยความเม ตต ากรุณาว่า คนที่นินท าเรานั้น ย่อมกระทำไปด้วยความอิ จฉ าริ ษย า เขาจะต้องเผ าลนจิตใจของเขาให้ร้อนรุ่ มเสี ยก่อน

จึงจะสามารถพูดนินท าว่าร้ายคนอื่นออกมาได้ ให้คิดเมตต าสงสาร แทนที่จะไปโกร ธเคือ งเขา

อนึ่ง คนที่ชอบกล่าววาจาส่ อเสี ยด หรือ ชอบนินท าว่าร้ ายผู้อื่น โดยปรกติเขาย่อมเป็นผู้หามิตรสหายที่ใกล้ชิดไม่ค่อยได้

เพราะไม่เคยมีใครไว้วางใจคนที่ชอบนินท าว่าร้า ยผู้อื่น ให้คิดเห็นใจเขาในฐานะที่เขาต้องเป็นผู้อยู่ในโลกนี้ด้วยความรู้สึกโด ดเดี่ย ว เพราะเขาย่อมหาเพื่อนแท้ไม่ได้

4. คิดหาประโย ชน์จากคำนินทา

คนที่คิดกล่าวร้ ายเรา บางทีเขาต้องไปนั่งคิดนอนคิดหาจุดอ่อนในตัวของเรา เพื่อเอามาพูดโจมตี บางทีจุดอ่ อนเหล่านี้

ตัวเราเองก็มีอยู่จ ริง แต่ทว่าเราไม่รู้ตัวมาก่อน นี้เป็นประโย ชน์มาก เพราะเราสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาพัฒน าปรับปรุงตนเองได้

ดังนั้นเราจึงควรที่จะขอบคุณคนนินท าเร า เพราะเขาอุตส่ าห์ไปนั่งคิดนอนคิดช่วยค้นหาข้อมูลมาช่วยให้เราปรับปรุงตนเอง

5. คิดวิเคราะห์ให้เห็นปัญหาสังคม

สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความสัมพันธ์ในแน วดิ่ง คือเน้นเรื่องการใช้อำนา จครอ บงำกันและกัน จึงมีการปลูกฝังสอนให้คิดแข่ งดีแข่ งเด่น

คิดเหนือผู้อื่น สอนให้อย ากเป็นใหญ่เป็นโต (มานะ) มาตั้งแต่โบร าณ (คาดว่าไม่ต่ำก ว่าห้ าร้ อยปี คือตั้งแต่สมั ยอยุธย าตอ นต้น)

ทำให้คนไทยเรา เวลาเห็นใครทำดี ก็มักจะเกิดความริษย าโดยไม่รู้ตัว คือทนไม่ได้ที่จะเห็นคนอื่นดีกว่าตน สังคมที่มีความสัมพันธ์ในแน วดิ่ง เช่นนี้

ผู้คนจึงมักจะชอบนินท าว่าร้ ายกันและกันเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าคิดวิเคราะห์ได้เช่นนี้แล้วก็สบายใจ ไม่ต้องไปเดื อดเนื้ อร้ อนใจอะไรมาก

ให้ถือว่าการที่เราถูกนินท านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ทางสังคมก็แล้วกัน มันเป็นเช่นนั้นเอง

ในอน าคตไม่แน่ หากมีการศึกษาเรื่องพุท ธธร รมกับสังค มไทยกันอย่างจริงจัง บางทีเราอาจจะสามารถเปลี่ยงแปลงความสัมพันธ์ทางสังคม

จาก “แ นวดิ่ง” ให้เป็น “แน วราบ” คือคนไทยมีความเส มอภาคกันไม่ถืออำนาจเป็นใหญ่ แต่ถือความถูกต้องดีงามเป็นใหญ่

เมื่อถึงเวลานั้นสังคมที่เต็มไปด้วยการนินท าว่ าร้ ายก็จะลดน้อยลงไปเองตามธรรมชาติ แล้วภาษิตยอดฮิ ตที่ว่า

“สังคมเสื่ อมถ อยเพราะคนดีท้อแท้”หรือ”ทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภั ย” จะได้เลิ กใช้กั นเสียที