อโหสิกรรมไม่ใช่การแก้กรรม ไม่มีอำนาจใดๆจะมาหักล้าง”กรรมได้”

วันนี้มีคนถามเรื่องการอโหสิกร-รมเข้ามา ข้าพเจ้าเห็นว่ามีประโยชน์มาก จึงขอนำมาให้ทุกคนได้อ่านกัน

การขออโหสิกร รมไม่ใช่การ “แก้กร รม”
“กร รม” นั้นแก้ไขไม่ได้ ไม่มีอำนาจใดๆจะมาหักล้าง “กร รมได้”

“การขออโหสิกร-รม” ขอขมา จึงเป็นการเริ่มต้นที่จิตเรา ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการสำนึกผิดกับสิ่งที่เคยกระทำลงไป

แม้เราจะเพียรพยายามขออโหสิกร-รม เจ้ากรรมนายเวรจะยกโท ษให้หรือไม่นั้นก็อยู่ที่ ‘จิต’ ของเขาเท่านั้น

สิ่งที่เจ้ากร-รมนายเวร หรือคนที่เราไปผูกเวรสร้างกร-รมกับเขา ต้องการจากเรามากที่สุดคือ

1.เราได้ชดใช้ในสิ่งที่เราเคยทำ เฉกเช่นเดียวกันกับเขา
2.คือการสำนึกผิดกลับตัวกลับใจเสียใหม่ เป็นการ

สำนึกผิดจริงๆ จากใจจริง สำนึกรู้แล้วว่าสิ่งที่เราได้กระทำลงไปนั้น ผิด-บาป

การสำนึกผิดต้องสำนึกตื่นรู้จริงๆ ว่าสิ่งที่ทำกับผู้อื่น สร รพสั ตว์ทั้งหลาย นั้นสร้างความทุกข์กาย-ใจให้คนอื่นมากเพียงใด

และบัดนี้จิตเราได้รับรู้ ได้สำนึกแล้วว่าเป็นบๅป เป็นเรื่องไปเบีย ดเบี ยนเขา ทั้ง กาย วาจา ใจ เป็นเรื่องที่เราไปก่อเวรภัยกับเขา

หากเราอยากให้เขายกโท ษให้ ให้เขาให้อภัยเรา ปลดปล่อยเราจากการจองเวร ปลดปล่อยเราจากความทุกข์ กาย-ใจ เราแค่เอ่ยปากหรือขออโหสิก รรมอย่างเดียวไม่พอ

ควรจะอุทิศบุญกุศลทุกครั้งให้กับเจ้ากรรมนา ยเวรทุกครั้งที่ทำบุญ ไม่ว่าจะเป็นบุญเล็กหรือบุญใหญ่

แม้จะยากแต่ก็ต้องทำ โดยการสร้างกร รมดีให้มากขึ้นทำกร รมดีมากขึ้นในทุกๆ วัน ละบๅปให้ได้ ด้วยแรงบุญ เจตนาดีจะทำให้ชีวิตเราดีได้

บุญยิ่งทำยิ่งดี จากนั้นขออุทิศบุญกุศลให้เจ้ากร รมนๅยเวรบ่อยครั้งให้เขาลดแรงอๅ ฆ ๅ ต พ ยๅบาทภายในใจ หากทำได้ทุกวันก็ยิ่งดี

กร รมแม้จะยังอยู่แต่ก็จะเบาบางลงมาก แม้เขาจะอโหสิกร รมไม่ผูกใจเจ็ บแล้ว แต่เราก็ยังจะได้รับผลของกร รมนั้นอยู่ดี นี่แหละ “กร รมจึงเป็นของน่ากลัวที่เราหนี้ไม่พ้น เป็นเหมือนเงาตามตัวที่รอให้ผล”